ฟังอย่างไรให้ได้ยินแม้ในสิ่งที่เค้าไม่ได้พูด

การฟังให้ได้ยินเสียงในหัวใจของคนจริง ๆ ไม่ได้ต้องอาศัยปริญญา หรือการเรียนรู้เชิงเทคนิคอะไรที่มากมายเลย เพราะแม้ในขณะที่เราเรียน เรื่องการฟัง เราอาจเข้าใจทฤษฎี แต่ไม่เข้าใจสิ่งที่คนพูดตรงหน้าเราได้ดีพอ เราจะรู้ว่า เราเป็นผู้ฟังที่ดีไหม สังเกตได้จากคนที่มักเข้ามาหาเรา ว่าเข้ามาด้วยเรื่องอะไรบ้าง มาขอความรู้ หรือมาขอพี้นที่พักใจ

จากประสบการณ์การทำงานเป็นคนถือไมค์ ไฟส่องหน้าบ้างไม่ส่องบ้าง มากว่า 26 ปี ทั้งที่ตอนเป็นครูบาอาจารย์ตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัย สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้ คือ เราไม่เคยเข้าใจใครได้ดีกว่าตัวเขาเอง การให้คำแนะนำในบางครั้งจึงไร้ประโยชน์ แต่การรับฟังจริง ๆ ไม่ตัดสิน กลับช่วยให้เขาสบายตัว สบายใจ และได้ยินเสียงใจตัวเองชัดขึั้น ชัดกว่าตอนที่เราให้คำแนะนำเสียอีก

ความถูกต้องเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็อาจรู้ว่า ต้องทำอะไร แต่มันทำไม่ได้ เขาถึงมองหาตัวช่วย ทางออก และ ประตูสักบานที่จะเดินเข้าไปแล้ว รู้สึกดีกับตัวเองขึ้นมาได้ และเรา อาจเป็น ประตูบานสุดท้าย สำหรับเขาก็ได้

เสียงตามสาย เสียงทักทางไลน์ ที่เข้ามาหาเราในแต่ละครั้ง จึงเป็นสัญญาณแรกที่เราพอจะจับได้ว่า เขากำลังต้องการอะไร ก่อนจะบอกใครไปว่า…

  • “เรื่องแค่นี้เอง”
  • “ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวมันก็ผ่านไป”
  • “คิดบวกไว้ เธอเก่งอยู่แล้ว”
  • “ไปหาขนมกินกันดีกว่า”

ให้ลองให้เวลาเขาได้พูดให้ตัวเองได้ยินชัด ๆ ช้า ๆ สักพัก เพราะคำตอบที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่สิ่งที่เราเห็นว่า ควรทำ แต่เป็นสิ่งที่เขาคิดเองว่า จะทำและอยากทำ ที่สุดในเวลานั้น

มีพี่คนนึงเคยสอนเรื่อง palliative care หรือ การดูแลแบบประคับประคอง ว่า “เราอยากให้ หรือ เขาอยากได้” ประโยคสั้น ๆ ที่กระแทกใจแรงมาก ที่ทำให้ต้องหันกลับมาเข้าใจตัวเองและคนรอบข้างชัดขึ้นว่า ความหวังดีของเรา ไม่ได้ช่วยให้เกิดผลดีเสมอไป การฟังให้ได้ยินเสียงหัวใจของคนที่อยู่ตรงหน้าเราต่างหาก ที่จะช่วยให้ความสัมพันธ์ของเขากับเรา และแม้แต่ความสัมพันธ์ของเขากับตัวเขาเองดีขึ้น

อยู่กับคนตรงหน้าอย่างวางใจ
วางใจในตัวเอง วางใจในตัวเขา
ให้เขาได้เลือกในสิ่งที่เขาอยากคิด อยากทำ อยากเป็น
ให้กำลังใจในส่วนที่เขาต้องการ
ให้คำแนะนำในวันที่เขาร้องขอ
ให้เวลา ในวันที่เขาต้องการ

ทุกคนรอบตัวเรามีเรื่องราวเป็นของตัวเอง ถ้าเข้าใจเขาไม่ได้ อย่างน้อย ก็หันกลับมาเข้าใจตัวเองให้ได้